แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษตร แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

หญ้างวงช้าง : แก้ร้อนในกระหายน้ำ
ชื่ออื่นๆ : หงายงวงช้าง หญ้างวงช้างน้อย ผักแพวขาว กุนอกาโม ฯลฯ เป็นพืชล้มลุ มีขนหยาบๆ ปกคลุมทั้งต้น มักพบตามที่ชื้นแฉะ เช่น ตามริมแม่น้ำ ลำคลอง หรือทางน้ำ แหล่งน้ำต่างๆ ท้องนาหรือตามที่รกร้าง วัดวาอารามทั่วไป สรรพคุณแก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับปัสสาวะ แก้บวม ปวดข้อ แก้พิษปอดอักเสบ มีหนองในช่องหุ้มปอด เจ็บคอ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แก้ปากเปื่อย แผลบวม มีหนอง และแก้ตาฟาง
ตำรับยา :
1.แก้ปวดท้อง แก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้ต้นสดต้มน้ำกิน
2.แก้ปอดอักเสบ มีฝีเป็นหนองมีหนอง ใช้ต้นสดต้มผสมกินกับน้ำผึ้งกิน
3.แก้ปากเปื่อยเน่า ใช้ใบสดตำคั้นเอาน้ำอมบ้วนปากวันละ 4-6 ครั้ง
4.แก้แผลฝีเม็ดเล็กๆ มีหนอง ใช้รากสดผสมเกลือเล็กน้อย ต้มน้ำกิน แล้วใช้ใบสดตำกับข้าวเย็นพอแผลอีกด้วย
5.แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ทั้งต้นรวมราก 1 ต้น หั่นเป็นท่อนต้มกับน้ำดื่ม
6.แก้ภูมิแพ้ นำใบและต้น มาผึ่งลมให้แห้ง แล้วนำซอย แล้วมวนเป็นยาสูบ
7.แก้ตาฟาง ตามัว นำรากสดมาตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำหยอดตา
8.ขับประจำเดือน ใช้ดอกสดต้มกิน

ข้อควรระวัง : หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทาน
(เครดิตภาพ : ฟ้าสดใส ทะเลสีคราม)
** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **
ขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิหมอชาวบ้าน


วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

21 สิ่งมีชีวิตตัวใสมาไกลเพราะวิวัฒนาการ



โดย วรัญญา มูลดี ที่มา mcot.net
1. กุ้งผี Ghost Shrimp
 
เราอาจจะรู้จักกันในชื่อ Glass Shrimp ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงในตู้ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยทั่วไปแล้วอาศัยอยู่ตามน้ำกร่อย 
 
 
 
 
 
2. ปลาหัวใส (Barreleye Fish)
 
เจ้าปลาแฟนตาซีตัวนี้มีตาที่เป็นรูปทรงกระบอกและไวต่อแสงมากซึ่งทำหน้าที่ในการตรวจสอบเงาของเหยื่อโดยตรงอยู่ภายใต้ส่วนหัวโปร่งใสทำหน้าที่รับแสง และอวัยวะดังกล่าวเรืองแสงได้เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง สองจุดเหนือปากนั้นเราอาจจะคิดว่าเป็นตาของเจ้าปลา แต่เปล่าค่ะ...ที่เราเห็นอยู่นั้นเป็นอวัยวะรับกลิ่นที่เรียกว่า nares (คล้ายกับของคนนั่นเอง)
 
 
 
 
3. กบแก้ว  (Glass Frog)
 
เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจได้อีกชนิดด้วยผิวหนังสีเขียวใสและบางจนมองเห็นอวัยวะภายในได้ชัดเจน  เจ้ากบตัวจ้อยนี้มีขนาดเพียง 2-8 เซนติเมตรและหากินในเวลากลางคืน อาศัยอยู่ในป่าฝนแถบอเมริกาใต้ เมื่อพวกมันนั่งนิ่งๆ ยากมากเลยที่เราจะแยกมันออกจากธรรมชาติ...ก็ตัวใสขนาดนั้นจะแยกได้ไง
 
 
 
4. ผีเสื้อปีกแก้ว (Glasswing Butterfly)
 
แถบโคลัมเบีย โบลิเวีย เปรูและเอกวาดอร์จะพบผีเสื้อปีกแก้ว ปีกที่ใสแจ๋วเกิดจากการที่บริเวณนั้นขาดเกล็ดสี เจ้าสีเผื้อตัวนี้มีชื่อภาษาสเปนด้วยว่า ‘espejitos’ หมายถึง "กระจกเล็กๆ" เมื่อมันโตเต็มมันจะบินออกจากถิ่นเดิมไกลพอสมควร เพื่ออะไรเหรอคะ...ก็เพื่อร่วมตัวกันผสมพันธุ์นั่นเอง
 
 
 
 
 
5.ปลาน้ำแข็งจระเข้ (Crocodile Icefish)
 
ปลาประหลาดจากแอนตาร์กติกตัวนี้มีเลือดไร้สี  ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังอย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่มีเซลล์เม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบิน... เป็นไปได้ยังไงเนี่ยย!?
 
 
 
 
 
6. แมลงเต่าทอง กระดองใส (Tortoise Shell Beetle)
 
แมลงเต่าทองอาจจะมีหลายสี แต่เจ้าแมลงเต่าทองตัวนี้มีสีได้ก็เพราะด้านใน ส่วนเปลือกด้านนอกนะเหรอคะ...ใส่จนมองทะลุเห็นใบไม้
 
 
 
 
 
7. ซาล-ปา (Sea Salp)
 
สิ่งมีชิวิตที่เห็นในภาพนั้นมีรูปทรงเป็นกระบอกเล็กๆ เคลื่อนที่โดยการสูบน้ำเข้าไปเพื่อกินแพลงก์ตอนพืช บางทีก็อยู่เดี่ยว บางทีก็จับกันเป็นกลุ่มรูปร่างประหลาด ที่เคยพบมันสามารถเกาะกลุ่มกันยาวถึง 4.6 เมตร...นี่ถ้าไม่รุ้จัก จะคิดว่าเป็นเอเลี่ยนใต้น้ำแน่ๆ
 
 
 
 
 
 
8. ปลิงทะเลตัวใส (Transparent Sea Cucumber)
 
ว้าย เอเลี่ยน แหม..เอะอะก็เอเลี่ยน  เจ้าตัวใสตัวนี้คือปลิงทะเลอาศัยอยู๋ในทะเลลึกถึง 2,750 เมตร มันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยหนวดสั้นๆของมันพร้อมทั้งกวาดเศษซากอาหารเข้าปาก 
 
 
 
 
 
9. หมึกแก้ว (Glass Squid)
 
มีหมึกแก้วอยู่ประมาณ 60 สปีชี่ที่อยู่ในแฟมิลี่ Cranchiidae และมีหลายสปีชี่ที่สามารถเรืองแสงรวมทั้งมีอวัยวะที่สามารถสร้างแสงได้ด้วย มันมักจะเคลื่อนที่เป็นแนวตั้งเพื่อลดการมองเห็น แต่ต่อมย่อยอาหารกลับไม่สามารถโปร่งแสงได้ เราจึงเห็นต่อมนั้นผ่านผิวทะลุปรุโปร่ง
 
 
 
 
 
10. แมงกะพรุน (Jellyfish)
แมงกะพรุนเป็นสัตว์ที่ท่องโลกมาแล้วอย่างน้อย  500 ล้านปีและพบในทุกมหาสมุทร แมงกระพรุนบางชนิดโปร่งใส บางชนิดโปร่งแสง ซึ่งความอันตรายของการโปร่งแสงได้คือ ทำให้ศัตรูมองไม่เห็นหนวดที่มีพิษของมันนั่นเอง
 
 
 
 
11.Big Skateหรือ Raja Binoculata
 
เจ้าตัวนี้มักพบในน้ำตื้น ด้วยหน้าตาเหมือนคนยิ้มเลยดึงดูดผู้คนมากมายในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทั่วโลก ถ้ามองใกล้ๆ คุณก็จะสามารถเห็นอวัยวะภายในของมันได้เลยล่ะ... ถ้าคุณสามารถเข้าใกล้มันได้นะ
 
 
 
 
 
12. แพลงก์ตอน Phronima
 
เจ้าสัตว์มีกระดอง Phronima ตัวเล็กจิ๋วตัวนี้เป็นนักล่าบ้าเลือดอยู่ในทะเลลึกหน้าตาคล้ายกุ้ง ส่วนใหญ่ยาวไม่เกิน 1 นิ้ว เห็นแบบนี้มันสามารถจู่โจมซาลปาโดยการกินจากด้านใน หลังจากนั้นก็วางไข่ไว้ในศพ...จิ๋วแต่โหดนะจะบอกให้
 
 
 
 
 
13. ปลาตัวใส Cyanogaster
 
เจ้าปลาตัวใสชื่อว่า " Cyanogaster " พึ่งถูกค้นพบเมื่อไม่กี่ปีมานี้นี่เอง มันอยู่อาศัยในแถบแม่น้ำอะเมซอน และพบเฉพาะในกลางคืนเท่านั้น
 
 
 
 
14. นางฟ้าทะเล (Sea Angel)
 
เป็นนางฟ้าตามแบบฉบับ โปร่งแสง มีปีก คุณสามารถพบได้ในกระแสน้ำเย็นของมหาสมุทรอาร์กติก และคุณรู้ไหมว่ามันยังเป็นแรงบันดาลในการ์สร้างตัวการ์ตูน Phione และ Manaphy ในการ์ตูนเรื่องโปเกมอนอีกด้วย
 
 
 
 
 
15. ซาลาแมนเดอร์ตัวใสในบาร์ตันสปริงส์ (Barton Springs Salamander)
 
รู้ไหมว่านอกจากมันจะมีลักษณพิเศษแล้วมันยังใกล้สูญพันธุ์อีกด้วย ซึ่งบาร์ตันสปริงส์กลายเป็นบ้านหลังเดียวและหลังสุดท้ายของมัน...เห็นแล้วนึกถึงจิ้งจกบ้านเราเลยเนอะ
 
 
 
 
 
16. ลูกอ๊อดตัวใสแห่งคอสต้าริกา ( Costa Rican Tadpoles)
 
ภายใต้ภัยคุกคามก่อนจะเป็นกบในป่าฝน เลยส่งผลให้ลูกอ๊อดเหล่านี้ตัวใสแจ๋ว ใสขนาดที่ว่าเห็นใส้ขดเป็นวงกลมอย่างมีระเบียบเลยทีเดียว
 
 
 
 
 
17. ปลาก้างพระร่วง (Glass Catfish)
 
กลับมาที่เอเชียก็มีปลาก้างพระร่วง ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังที่มีความโปรงใสมากที่สุดในโลก อวัยวะส่วนใหญ่อยู่ใกล้กับศรีษะ ซึ่งมองใกล้ๆ ผ่านแว่นขยายเราสามารถมองทะลุเห็นหัวใจกำลังเต้นอยู่ และความสวยงามที่ทำให้มันกลายเป็นปลาที่นิยมเลี้ยง คือ เมื่อกระทบกับแสงผิวของมันสามารถสร้างสีรุ้งได้อย่างสวยงาม เราสามารถพบได้ทั่วไปในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย แต่เชื่อไหมว่าหลังจากมันตาย ปลาเหล่านี้กลับเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น
 
 
 
 
 
 
18. ทากตัวใส (Clear Slug)
 
Gaeotis flavolineata เป็นหอยทากที่มีเปลือกสีเขียวสดใสแต่ด้วยเปลือกที่วิวัฒนาการให้เล็กลงเกินกว่าที่จะหดตัวเข้าไป ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เราเห็นคือตัวใสๆของมันนั่นเอง 
 
 
 
 
 
19. แมงมุมตัวใส (Transparent Jumping Spider)
 
ในหมวดแมงมุมกระโดดที่มีจำนวนถึง 5,000 สปีชี่ส์ แต่มีบางส่วนที่ตัวใส ทำให้หาตัวจับได้ยาก ซึ่งเราจะโฟกัสพันธุ์ที่พบในเอกวาดอร์ซึ่งมีหัวโปร่งใสและตาโตอย่างเป็นเอกลักษณ์
 
 
 
 
20. หวีวุ้น (Warty Comb Jelly or Sea Walnut)
 
แค่ชื่อก็ไม่คุ้นหูแล้ว เจ้าตัวหวีวุ้น มีร่างกายเป็นพู มีหนึ่งหรือสองเซลล์หนาๆ มีรูปร่างมองโดยรวมเป็นรูปไข่และโปร่งใส ซึ่งส่วนที่เป็นแฉกๆเหล่านี้จะเรืองแสงเป็นสีรุ้งเมื่อถูกรบกวน
 
 
 
 
 
 
21. ปลาหมึกแก้ว (Glass Octopus)
 
ปลาหมึกที่เหมือนล่องหนได้นี้พบในน่านน้ำเขตร้อน อาศัยอยู่ในน้ำลึกเลยไม่ค่อยมีใครเข้าไปจับมาให้เห็นกัน ซึ่งก็เป็นข้อดีสำหรับมัน ซึ่งแตกต่างจากญาติในเผ่าพงศ์ปลาหมึกอื่นๆที่มีลำตัวจะทึบแสงอยู่ผิวน้ำ เราเลยได้ชิมลิ้มลองรส 
 
 
 
 
 
ไม่รู้ว่าก่อนหน้าที่จะมีการปรับตัว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เคยมีสีหรือไม่ แต่เอาเป็นว่าเรื่องความเท่ สัตว์พวกนี้อาจจะกินขาด ยิ่งตัวที่สามารถเรืองแสงเป็นสีรุ้งได้ นับว่าเป็นผลผลิตตัวท๊อปจากธรรมชาติ ยังมีเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมาย...แล้วเราจะนำมาเสิร์ฟคุณถึงที่ในคราวหน้าค่ะ
 

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รู้ยัง? “5 ผลไม้ เด่น ที่น่าปลูกในอนาคต” มีอะไรบ้าง
ลำไยยักษ์ พันธุ์ “จัมโบ้”
ลำไยสายพันธุ์ใหม่ ที่กรมวิชาการเกษตร ได้มีหนังสือรับรองพันธุ์ขึ้นทะเบียนกรมวิชาการเกษตร จัดเป็นลำไยอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ได้จากการกลายพันธุ์มาจากการเพาะเมล็ด (คาดว่าน่าจะกลายมาจากพันธุ์อีดอ) เป็นพันธุ์ที่เหมาะต่อการบริโภคสด
ผลมีขนาดใหญ่มาก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร มีขนาดผลใหญ่กว่าลำไยเกรด A ที่ส่งขายยัง ต่างประเทศถึง 2 เท่า
เป็นลำไยที่เนื้อหนาแข็งและแห้ง ไม่แฉะน้ำ มีความหวานเฉลี่ย 13-15 เปอร์เซ็นต์บริกซ์
ที่น่าสนใจคือ เมล็ดลีบ 100 เปอร์เซ็นต์ และได้มีการตั้งชื่อว่า พันธุ์ “จัมโบ้” (JUMBO)
เจ้าของลำไยพันธุ์จัมโบ้นี้คือ คุณสุทัศน์ อินต๊ะ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เป็นต้นที่ได้จากการปลูกด้วยเมล็ดและกลายพันธุ์มาดี จากลำไยต้นหนึ่งในเขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่
ลักษณะของการติดผลของลำไยพันธุ์นี้ ถ้าดูแลดี ดกไม่แพ้พันธุ์อีดอ โดยเฉพาะในช่วงออกดอกและติดผล ลักษณะผลจะกลมแป้น ผิวเปลือกเรียบ มีสีน้ำตาลปนเหลือง เปลือกหนาประมาณ 1.3 มิลลิเมตร
ในธรรมชาติจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนสิงหาคม-กันยายน
จัดเป็นลำไยที่มีลักษณะเป็นพันธุ์หนักกว่าพันธุ์อื่น ทำให้ผลผลิตแก่กว่าลำไยที่ออกในฤดูทั่วไป เนื่องจากเป็นลำไยที่พบเปอร์เซ็นต์เมล็ดลีบ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ “สวนคุณลี” จังหวัดพิจิตร และได้ผลผลิตในช่วงต้นเดือนกันยายน พบว่าใน 1 ช่อ ผลลำไยมีเมล็ดลีบ 100 เปอร์เซ็นต์
ถือเป็นพันธุ์ลำไยที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก คือรสชาติ ลักษณะเหมือนลำไยพันธุ์อีดอผสมเบี้ยวเขียว คือมีเนื้อแห้งและกรอบ แต่ได้ขนาดที่ผลใหญ่มาก และที่สำคัญ “เมล็ดลีบ 100 เปอร์เซ็นต์ และเนื้อหนามาก”
มีเกษตรกรผู้ปลูกลำไยส่งออกได้มาดูผลผลิตยอมรับว่าดีจริง และส่งขายต่างประเทศได้ราคาสูงแน่นอน
โดยผู้ส่งออกได้มาดูผลผลิตลำไยพันธุ์จัมโบ้ที่สวนคุณลีบอกว่า ลักษณะคล้ายกับพันธุ์อีดอ เนื้อมีสีขาว แต่โดดเด่นตรงที่เนื้อหนามากและเมล็ดลีบ ทำให้ได้เปรียบลำไยสายพันธุ์อื่น
สำหรับพื้นที่ที่จะปลูกลำไยพันธุ์จัมโบ้สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ ขอให้มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น 
เนื่องจากปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต หรือโซเดียมคลอเรต บังคับให้ออกนอกฤดูได้ 
การปลูกลำไยแบบสมัยใหม่ ถ้าเป็นพื้นที่ที่เคยปลูกพืชอื่นมาก่อน ให้ไถดินลึก ประมาณ 30 เซนติเมตร ตากดินไว้ 20-25 วัน พรวนย่อยดินอีก 1-2 ครั้ง และปรับระดับดินให้สม่ำเสมอตามแนวลาดเอียง
วิธีการปลูก เริ่มจากการเตรียมพันธุ์โดยวิธีการตอนกิ่ง ซึ่งควรเตรียมไว้ล่วงหน้า 1 ปี เพื่อจะได้ต้นกล้าที่แข็งแรง หรือเลือกใช้ต้นพันธุ์ลำไยที่ขยายพันธุ์แบบเสียบยอด หรือทาบกิ่งก็ได้ เพราะจะได้ต้นพันธุ์ที่มีรากแก้ว ทำให้ต้นแข็งแรง หากินเก่ง ทนต่อสภาพดินไม่ดีได้ ต่อมาก็เป็นเรื่องของระยะปลูก 6x6 เมตร แล้วใช้วิธีควบคุมทรงพุ่ม
ฝรั่ง พันธุ์ “พิจิตร 1”
ผู้เขียนได้นำเมล็ดพันธุ์ฝรั่งฮ่องเต้มาบริโภค และได้นำเมล็ดมาเพาะโดยมีวัตถุประสงค์แรกเพื่อจะใช้ทำต้นตอ และนำไปทาบกิ่งกับฝรั่งพันธุ์ฮ่องเต้ เพื่อจะได้ต้นพันธุ์ที่มีรากแก้ว เมล็ดส่วนหนึ่งได้นำไปปลูกแซมในสวนมะนาวแป้นดกพิเศษ เพื่อตรวจสอบดูว่าจะมีฝรั่งต้นใดกลายพันธุ์มาดีกว่าพันธุ์ฮ่องเต้หรือไม่
ผลปรากฏว่า มีฝรั่งอยู่ต้นหนึ่งปลูกด้วยเมล็ดไปเพียง 4-5 เดือนเศษ เริ่มออกดอกและติดผลดกมาก ที่สวนคุณลีได้ทดลองผลเหมือนกับการห่อฝรั่งในไต้หวัน เมื่อผลแก่พบว่า ฝรั่งมีผลเป็นทรงกลมคล้ายพันธุ์กลมสาลี่ มีผิวขาวนวล เนื้อละเอียดมาก และเนื้อไม่แข็งมาก เมล็ดน้อยมาก รสชาติหวานมาก ความหวานน่าจะไม่ต่ำกว่า 14 เปอร์เซ็นต์บริกซ์ ถ้ามีการบำรุงรักษาที่ดี ผลจะมีน้ำหนักได้ถึง 1 กิโลกรัม ต่อผล
ที่สำคัญ เมื่อผลฝรั่งพันธุ์พิจิตร 1 แก่จัด เนื้อจะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวคล้ายกลิ่นของแอปเปิ้ล และเนื้อล่อนหลุดง่ายจากเมล็ด จัดเป็นฝรั่งที่มีรสชาติอร่อยมากอีกพันธุ์หนึ่ง และได้ตั้งชื่อพันธุ์ว่า “พันธุ์พิจิตร 1” เพราะต้นแม่เกิดที่จังหวัดพิจิตร 
คาดว่า ฝรั่งพันธุ์พิจิตร 1 จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการปลูกฝรั่งไทยในอนาคตอย่างแน่นอน
การปลูกฝรั่งให้ความสำคัญในเรื่องของสภาพดินปลูกที่จะต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำที่ดีและมีอินทรียวัตถุสูงเป็นที่สังเกตว่าการนำกากอ้อยมาใช้เป็นปุ๋ยหมักในการปรับโครงสร้างของดินและที่เน้นเป็นพิเศษคือจะต้องมีการตรวจเช็กค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน เมื่อดินเป็นกรดจะแนะนำให้ใส่ปูนโดโลไมท์ ระยะการปลูก 4x4 เมตร หรือ 6x6 เมตร
มีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า การใช้ระยะปลูกที่ห่างพอสมควรมีส่วนช่วยในเรื่องของระบบการถ่ายเทอากาศที่ดี มีส่วนช่วยลดปัญหาโรคและแมลงได้
ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 1” จัดเป็นไม้ผลที่น่าปลูก เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เร็ว กล่าวคือ ปลูกเพียง 6 เดือน ต้นสามารถออกดอกและติดผลแล้ว และเก็บผลผลิตขายได้ภายใน 1 ปี
ชมพู่พันธุ์ “สตรอเบอรี่”
สวนคุณลีได้ยอดพันธุ์ชมพู่สตรอเบอรี่มาเสียบยอดกับต้นชมพู่ทับทิมจันท์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ต้นชมพู่สตรอเบอรี่ใหญ่เต็มที่ เริ่มออกดอกและติดผลพบว่า ให้ผลผลิตดกมาก มีลักษณะติดผลเป็นพวงและผลร่วงน้อยกว่าชมพู่พันธุ์อื่นๆ เมื่อผลชมพู่แก่สีของผลมีสีแดงเลือดนก โดดเด่นมาก มีน้ำหนักผลไม่ต่ำกว่า 200 กรัม และรสชาติหวาน กรอบ อร่อยมาก ที่สำคัญเมื่อปล่อยชมพู่ให้แก่จัดบนต้นพบว่า เน่าเสียได้ยากกว่าชมพู่ทุกพันธุ์ที่ปลูกในบ้านเรา
สรุปได้ว่า เป็นพันธุ์ชมพู่ที่ทนต่อการขนส่ง ชมพู่พันธุ์สตรอเบอรี่จะมีความแตกต่างจากชมพู่การค้าพันธุ์อื่นๆ ตรงที่ลักษณะของใบจะใหญ่มาก
ปัจจุบันชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรมีปลูกอยู่รายเดียวเท่านั้นในประเทศไทย
ผู้เขียนคาดว่า ชมพู่พันธุ์สตรอเบอรี่ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการปลูกชมพู่ในอนาคตของชาวสวนไทย เนื่องจากเป็นชมพู่ที่มีเนื้อละเอียด เวลากัดจะไม่รู้สึกปวดฟัน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ชอบชมพู่ที่มีสีสันสวยงาม สีแดงสด และรสชาติหวาน กรอบ จัดเป็นชมพู่ที่ติดผลดกมาก น้ำหนักผลที่ใหญ่สุดมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 250 กรัม
มะม่วงพันธุ์ “งาช้างแดง” ของแท้
ช่วงระหว่าง วันที่ 29 กรกฎาคม-2 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานที่เกาะไต้หวันอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่ 5 และในครั้งนี้ได้เข้าชมแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลเมืองไทนันอีกครั้งหนึ่ง ได้มีโอกาสได้เห็นมะม่วงพันธุ์ “งาช้างแดง”
ซึ่งมีขนาดผลใหญ่และยาวมาก วัดความยาวผลได้ถึง 25 เซนติเมตร มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัม เนื้อสุกมีรสชาติหวาน หอม เนื้อหนามาก เมล็ดลีบบาง เพียง 1 เซนติเมตร เท่านั้นเอง
ทางสวนคุณลี ได้ต้นพันธุ์ มะม่วง “งาช้างแดง” มาปลูกในประเทศไทยแล้ว ปัจจุบันได้มีการเผยแพร่มะม่วงพันธุ์งาช้างแดงกันอย่างแพร่หลาย อาจจะทำให้มีหลายคนเกิดความสับสนทั้งรูปภาพที่นำมาเผยแพร่
ในการไปดูงานในไต้หวันในครั้งนี้ ผู้เขียนได้รับความกระจ่างว่า สวนคุณลีได้มะม่วงพันธุ์งาช้างแดงของแท้มาปลูก และได้ทดลองชิมผลผลิตแล้วต้องยอมรับว่า เมื่อผลสุกรสชาติหวาน หอม ไม่มีกลิ่นเหม็นขี้ไต้ ที่สำคัญปริมาณเนื้อมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และเมล็ดลีบเล็กมาก มะม่วงพันธุ์งาช้างแดง ผลใหญ่และยาวมาก วัดความยาวผลได้ถึง 25 เซนติเมตร เนื้อสุกมีรสชาติหวานหอม เนื้อหนามาก เมล็ดลีบบางเพียง 1 เซนติเมตร เท่านั้นเอง น้ำหนักของเมล็ดไม่ถึง 100 กรัม มีเฉพาะเนื้อมากกว่า 1 กิโลกรัม
มะม่วงลูกผสม “ไต้หวัน T1”
ในแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลเมืองไทนัน เกาะไต้หวัน มีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงให้สีผิวมีสีแดงมากขึ้น มีพันธุ์มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่หลายสายพันธุ์ มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่บางสายพันธุ์ของศูนย์แห่งนี้ได้ปรับปรุงพันธุ์ให้ผลมีสีแดงออกม่วงตั้งแต่ระยะผลอ่อน
ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้ยอดมะม่วงพันธุ์ลูกผสมพันธุ์ใหม่จากแปลงทดลองของศูนย์แห่งนี้มาหลายสายพันธุ์และเมื่อกลับมาถึงเมืองไทยได้นำยอดพันธุ์มะม่วงเหล่านั้นมาเสียบฝากไว้กับต้นมะม่วงR2E2เวลาผ่านไป 3 ปี มะม่วงลูกผสมของไต้หวันหลายสายพันธุ์ได้เจริญเติบโตและพร้อมที่จะให้ผลผลิต
โดยหนึ่งในนั้นทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้ตั้งชื่อมะม่วงลูกผสมว่า T1 (T ย่อมาจาก Taiwan) ฤดูกาลที่ผ่านมา มะม่วง T1 ได้มีการออกดอกและติดผล
สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ในระยะที่ผลมะม่วง T1 มีการติดผลเท่ากับนิ้วก้อย ผิวที่ผลจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีม่วงแดง โดยเมื่อผลมีขนาดใหญ่ขึ้น สีของผิวจะออกสีม่วงเข้มขึ้น และเมื่อผลแก่จะมีสีม่วง ทั้งผล มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัม จัดเป็นมะม่วงกินสุกที่รสชาติอร่อย เนื้อมีสีเหลืองละเอียดเนียน ไม่มีเสี้ยน
มะม่วงพันธุ์ T1 (TAIWAN เบอร์ 1) เมื่อผลแก่และนำมาวางขายด้วยผิวผลที่มีสีม่วงเข้มจะดึงดูดผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี และคาดว่าจะเป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีชาวสวนมะม่วงไทยขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้นในอนาคต
ปัจจุบัน ทางสวนคุณลี ได้ขยายพื้นที่ปลูกมะม่วง T1 มากขึ้น ด้วยมั่นใจว่าจะปลูกและสามารถบังคับให้ออกนอกฤดูในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการบริโภคมะม่วงในประเทศไทย
ที่สำคัญพบว่า มะม่วงลูกผสม T1 สามารถยืดอายุการเก็บเกี่ยวได้บนต้นนานนับเดือน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผลมะม่วงแก่จัดนำมาบริโภคเป็นมะม่วงกินดิบ เนื้อสีเหลือง รสชาติหวานมัน และอร่อยไม่แพ้มะม่วงพันธุ์ “แก้วขมิ้น” ของกัมพูชา
สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับพันธุ์ ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

ข้อมูล : นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน  www.technologychaoban.com
ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ (เรื่อง-ภาพ)

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

"ปลูกผักในต้นกล้วย" ความชุ่มฉ่ำเหลือเฟือ ไม่ต้องรดน้ำ ผักรสหวาน 


การปลูกผักไร้ดินแบบไฮโดรโปนิกส์ เป็นที่นิยมกันมาก มีการทำเป็นชุด Kit ให้ไปทำการปลูกบนระเบียงคอนโดสำหรับผักสลัดทานเองก็เยอะ แต่อยากจะบอกว่าการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์นั้น ผักที่เราทานจะเป็นผักที่มีสารเคมีจากน้ำและแร่ธาตุที่เราใช้หล่อเลี้ยงเขา เข้าไปอยู่ในลำต้นตรง ๆ เลยทีเดียว 




สำหรับการปลูกผักไร้ดินที่จะแนะนำในครั้งนี้ จะเป็นการใช้ต้นกล้วยที่มีน้ำชุ่มฉ่ำของน้ำที่อยู่ในลำต้นแทน ซึ่งทำให้เกือบจะไม่ต้องใช้น้ำเลย เหมาะกับชาวสวนชาวไร่ในชนบทสักหน่อย เพราะตามหมู่บ้านของชนบท จะนิยมปลูกกล้วยกันมากในรอบบริเวณบ้านกันอยู่แล้ว

ขั้นตอนและวิธีการทำ

ขึ้นที่ 1 การเตรียมหรือการเพาะต้นกล้าเสียก่อน

เตรียมดินเพาะกล้า โดยใช้ปุ๋ยคอก ผสม ขุยมะพร้าวหรือขี้เลื้อย และหรือเศษวัสดุอื่นๆ แล้วเพาะกล้า ลงแปลงเพาะกล้าไว้ เมื่อต้นกล้าผักเจริญเติบโตมีใบประมาณ 3-4 ใบ จึงนำออกมาปลูกบนต้นกล้วยได้

ขั้นที่ 2 สำหรับการปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย

สำหรับการปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยซึ่งต้นกล้วยนั้นหลังจากที่ตัดเครือ กล้วยที่แก่แล้วออก ก็จะตาย การจะตัดต้นกล้วยทิ้งก็เป็นการสูญเสียไปเปล่า ๆ โดยที่ไม่ได้อะไร ดังนั้น เมื่อตัดเครือกล้วยแล้ว (จะเป็นกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยอะไรก็ได้) ให้เจาะรูที่ต้นกล้วยในลักษณะทแยงลงไป ให้รูมีขนาดเท่ากับที่จะนำกล้าลงไปปลูกในต้นกล้วย และทำไม้ค้ำยันต้นกล้วยไม่ให้ต้นกล้วยล้มลง ส่วนจำนวนผักที่จะปลูกมากหรือน้อย ไม่สามารถบอกได้ ให้ดูขนาดของต้นกล้วยว่าใหญ่หรือเล็ก และก็ไม่ต้องรดน้ำ ให้ต้นกล้วยแต่อย่างใด






หลังจากนั้น ประมาณ 30 วัน (ขึ้นอยู่กับอายุของผักที่ปลูก) ก็เก็บเกี่ยวผักไปกินหรือนำไปรับประทานได้เลย
ผักที่นำมาปลูก ได้แก่ อายุสั้น อย่างเช่น ผักสลัด ผักบุ้ง ผักกาดขาว หรือผักอะไรก็ได้ที่ ใช้เวลา ประมาณ 30 – 40 วัน ถ้าเกินนี้ต้นกล้วยจะโทรมและเหี่ยวแห้งตายเสียก่อน




ผักที่ได้จะมีรสชาติดีมาก หวาน และกรอบ ใบเป็นเงางาม ทั้งนี้ เป็นเพราะต้นกล้วยมีธาตุโพแทสเซียมสูงนั่นเอง ผักที่ปลูกควรเป็นผักกินใบที่ไม่ต้องการแสงแดดที่แรงมากนัก เพราะใบของกล้วยจะช่วยพรางแสงแดดได้บางส่วน







ข้อมูล http://manopas.com

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

 
เป็นความโชคดีของมนุษย์รุ่นเราๆ ที่ไม่ได้เกิดและใช้ชีวิตในยุคเดียวกับแมงป่องยักษ์และผองเพื่อน ลองไปดูกันว่าแต่ละตัวนั้นโหดร้ายและน่ากลัวยังไงกันบ้าง รับรองว่าเห็นแล้วคุณจะไม่หิวแน่นอน

๑. จระเข้ยักษ์ (Purassaurus)

Purassaurus เป็นจระเข้ยักษ์ที่อาศัยอยู่ในอเมริกาใต้เมื่อประมาณ 8 ล้านปีที่แล้ว วัดความยาวสูงสุดได้ถึง ๑๓ เมตร ซึ่งยาวกว่า ๒ เท่าของจระเข้สายพันธุ์ที่ยาวที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

 

๒. แมงป่องยักษ์ยาว ๓ ฟุต (Pulmonoscorpius)


Pulmonoscorpius มีลักษณะเหมือนแมงป่องในยุคปัจจุบันนี่หล่ะ ที่มีกรงเล็บอยู่ด้านหน้าและเหล็กในที่หางของมัน ต่างกันแค่ความยาวเท่านั้นเอง


 

๓. กิ้งกือยักษ์ (Arthropleura)

Prof. Jrg Schneider (Freiberg University of Mining and Technology) a prepartor Holger Rathaj (Museum of Natural History, Chemnitz) u modelu lenovce Arthropleura armata.
Arthropleura ก็เหมือนกิ้งกือยุคนี้แหละครับ เพียงแต่มันมีความยาว ๒ เมตร!



๔. แมงมุมที่มีเหล็กในเหมือนแมงป่อง (Attercopus)

Attercopus เป็นแมงมุมรุ่นบุกเบิกที่รู้จักกันมาช้านาน นอกจากจะผลิตใยแมงมุมได้แล้ว ยังมีเหล็กในเหมือนแมงป่องด้วย


 

๕ ปลาฉลามยักษ์ (Megalodon)



Megalodon มีความยาวสูงสุดถึง ๕๐ ฟุต




 

๖. สัตว์ประหลาดยักษ์ที่เป็นพันธุ์ผสมระหว่างกิ้งกือกับแมงป่องโดยอาศัยอยู่ในน้ำ (Jaekelopterus)


Jaekelopterus มีความยาว ๒.๕เมตร และอาศัยอยู่ในน้ำ นักวิจัยบอกว่า ถ้ามีสัตว์ตัวอื่นอยู่ตรงหน้ามัน มันจะพุ่งเข้าหาและฉีกให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หลังจากนั้นก็ค่อยๆรับประทานทีละชิ้นๆ



๗. ปลาปิรันย่ายักษ์ (Megapiranha)


Megapiranha มีชีวิตอยู่ในช่วง 8-10 ล้านปีที่แล้ว ความยาวประมาณ 1 เมตร




๘. งูสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (Titanoboa)


Titanoboa มีความยาวถึง ๑๓เมตร และหนักมากกว่า ๑ ตัน อาศัยอยู่ในเขตร้อนช่วง ๖๐ ล้านปีที่แล้ว มันจะกินเหยื่อโดยบดให้ละเอียดเหมือนงูเหลือมยักษ์ ละเอียดเหมือนยาสีฟันที่อยู่ในหลอดเลย

 

๙. แมลงปอยักษ์ (Meganeura)



Meganeura มีความยาวระหว่างปลายปีกทั้งสองข้างถึง ๗๐ เซนติเมตร ประมาณแขนข้างหนึ่งของคนเราเลยทีเดียว





 ๑๐. สัตว์ประหลาดใต้น้ำที่มีหน้าตาเหมือนกุ้งผสมกับปลาหมึก แถมมีฟันติดมาด้วย (Anomalcaris)


Anomalcaris มีเปลือกและหางเหมือนกุ้ง แต่มีหนวดและตาเหมือนปลาหมึก เพียงแต่มีฟันติดหนวดมาด้วย โตเต็มที่จะยาวประมาณ ๖๐เซนติเมตร อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่ามันน่าจะมีขนาดใหญ่กว่านั้น มีชีวิตอยู่ในช่วง ๕๔๐ล้านปีที่แล้ว มันเป็นสัตว์กินเนื้อ ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่ คุณอาจจะไม่มีโอกาสได้กินอาหารทะเลอร่อยๆอย่างทุกวันนี้ก็เป็นได้ เพราะจะโดนมันกินเรียบจนสูญพันธุ์กันหมด




๑๑. ปลาหมึกกระดองยักษ์ (Cameroceras)


จากซากกระดองที่ค้นพบคาดว่ามันน่าจะมีความยาวประมาณ ๙ เมตร ถึงมันจะเป็นสัตว์ที่ตาแทบจะมองไม่เห็น แต่มันก็เป็นนักล่าที่ค่อนข้างน่ากลัวเลยทีเดียว มันน่าจะเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในมหาสมุทรในช่วงที่มันยังมีชีวิตอยู่ ๔๗๐ล้านปีที่แล้ว


 

๑๒. เพนกวินที่มีขนาดเท่ามนุษย์ (Palaeeudyptes klekowskii)


Palaeeudyptes klekowskii มีชีวิตอยู่ในช่วง ๓๗ ล้านปีที่แล้ว เวลายืนจะสูงประมาณ ๒ เมตร




        และ http://www.buzzfeed.com/